“โรแบร์โต มันชินี” ชายผู้ปลุกทีมให้ตื่นมาชูถ้วยแชมป์

ถือว่าเป็นผู้กอบกู้ในฐานะ “คนปลุกทีมให้ตื่นมาชูถ้วยแชมป์ได้แบบต่อเนื่องเลย” สำหรับ “มันโช่” โรแบร์โต มันชินี กุนซือทีมชาติอิตาลีชุดแชมป์ยูโร 2020 หากดูจากประวัติการทำงานในวงการลูกหนังของโค้ชวัย 56 ปี ที่สามารถนำต้นสังกัดตื่นจากการหลับใหลแล้วหวนกลับไปพบกับความสำเร็จได้โดยตลอด

โรแบร์โต มันชินี

ประวัติของ โรแบร์โต

โรแบร์โต มันชีนี (อิตาลี: Roberto Mancini) เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1964 เป็นอดีตนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมชาวอิตาลี ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมชาติอิตาลี

ในฐานะนักฟุตบอล เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักฟุตบอลในสโมสรฟุตบอลซัมป์โดรีอา เขาลงแข่งในลีก 550 นัด และช่วยให้ทีมชนะการแข่งขันในเซเรียอา และได้ถ้วยกอปปาอีตาเลีย 4 ครั้ง และยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 ครั้ง ในการลงแข่งให้กับฟุตบอลทีมชาติอิตาลี 36 นัด

รางวัลดีเด่นผู้จัดการทีมดีเด่น 2 สมัย

  • แมนเชสเตอร์ซิตี: ธันวาคม 2010 , ตุลาคม 2011

หลังจากคุมทีมแมนเชสเตอร์ซิตีได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี ในฤดูกาล 2011-2012 แล้ว ในฤดูกาล 2012-2013 แมนเชสเตอร์ซิตีกลับไม่ประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ โดยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกก็ตกเป็นของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ทีมคู่แข่งร่วมเมือง โดยที่ยังไม่จบฤดูกาล อีกทั้งเมื่อชิงเอฟเอคัพกับ วีแกนแอธเลติก ทีมที่มีขนาดเล็กกว่าที่เพิ่งจะเคยเข้าชิงแชมป์ถ้วยใบนี้ ก็ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป 0-1 ดังนั้นผู้บริหารทีมจึงมีมติปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมในช่วงปลายก่อนจบฤดูกาล

“มันโช่” เป็นผู้ที่ปลุกทีมให้ตื่นมาชูถ้วยแชมป์ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะ โดยเขาเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ โบโลญญา ในปี 1980 แต่ย้ายมาโด่งดังกับ “ลา ซามพ์” ซามพ์โดเรีย ในปี 1982 ซึ่งตอนนั้นเป็นทีมลูกหนังที่เพิ่งก่อร่างสร้างตัวไปสู่ความสำเร็จ หลังจากที่เริ่มก่อตั้งสโมสรเมื่อปี 1946 และเป็นหนึ่งในนักเตะของ “ยุคทอง” ที่ได้ชูถ้วยแชมป์หลายรายการ

ไล่ตั้งแต่ความสำเร็จแรกของ “ลา ซามพ์” นั่นก็คือ แชมป์โคปปา อิตาเลีย ในปี 1985 และสามารถต่อยอดได้ถึง 4 สมัย นอกจากนี้ มันชินี ยังอยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ในปี 1991 ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของสโมสรจนถึงปัจจุบันเลยด้วย รวมถึงแชมป์ยุโรปจากตอนที่ได้ชูถ้วยยูโรเปียน คัพ วินเนอร์ส คัพ ในปี 1990 แต่เป็นรายการที่ได้ยุบการแข่งขันไปแล้วเมื่อปี 1999

หลังจากนั้น “มันโช่” ได้ย้ายไปค้าแข้งกับ “อินทรีฟ้าขาว” ลาซิโอ ในปี 1997 ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มก่อร่างสร้างทีมให้กลับไปสู่ความสำเร็จอีกครั้ง และมีส่วนช่วยให้สโมสรเข้าป้ายแชมป์กัลโช เซเรีย อา อิตาลี ในปี 2000 จึงได้หวนกลับคืนสู่บัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองมะกะโรนีเป็นครั้งแรกในรอบ 26 ปี นับตั้งแต่ตอนที่ได้ชูถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศสมัยแรกในปี 1974

ทั้งนี้ มันชินี ได้ตัดสินใจ “แขวนสตั๊ด” เลิกอาชีพค้าแข้งกับ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมสุดท้ายในชีวิตนักฟุตบอลเมื่อปี 2001 พร้อมกับหันไปเอาดีด้วยงานกุนซือคุมทีมลูกหนังทันที โดยเริ่มต้นจากการคุมทัพ ฟิออเรนตินา ในปี 2001 ก่อนจะย้ายไปคุมทัพ ลาซิโอ ในปี 2002 และมีถ้วยแชมป์โคปปา อิตาเลีย ติดมือกับทั้ง 2 สโมสร

หลังจากนั้นได้ย้ายไปรับงานคุมทัพ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ในปี 2004 และสามารถพาทีมคว้าแชมป์กัลโช เซเรีย อา ในปี 2006 ซึ่งเป็นการหวนกลับมายึดบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองมะกะโรนีเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ก่อนจะตัดสินใจลองย้ายไปคุมทีมในต่างแดน โดยตอบตกลงรับงานคุมทัพ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ บนเกาะอังกฤษในปี 2009

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้น แมนฯ ซิตี้ อยู่ในช่วงก่อร่างสร้างทีมเพื่อไปสู่ความสำเร็จ หลังจากที่ได้กลุ่มทุนจากดินแดนอาหรับเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2009 โดย มันชินี สามารถพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ในปี 2012 และเป็นการหวนกลับคืนสู่บัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 44 ปี

ทว่า “มันโช่” ต้องโบกมืออำลา “เรือใบสีฟ้า” ในปี 2013 หลังจากนั้นได้พเนจรไปรับงานคุมทัพ กาลาตาซาราย ในปี 2013 และหวนกลับไปคุมทัพ อินเตอร์ มิลาน ในปี 2014 ก่อนจะย้ายไปคุมทัพ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในปี 2017 แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร จึงได้ลองรับงานคุมทีมระดับชาติดูบ้าง โดยได้ตอบตกลงรับงานคุมทีมชาติอิตาลีในปี 2018
ก่อนหน้านี้ทัพลูกหนัง อิตาลี เคยพบกับช่วงเวลาแห่งความตกต่ำจากตอนที่ไม่ได้ไปโชว์ฝีเท้าในศึกฟุตบอลโลก 2018 แต่ มันชินี ได้ค่อยๆ ลงมือก่อร่างสร้างทีมขึ้นมาใหม่ ทำให้ทีมบ้านเกิดได้ชูถ้วยแชมป์ยูโร 2020 และได้หวนกลับคืนสู่บัลลังก์เจ้ายุโรปในรอบ 53 ปี นับตั้งแต่สมัยแรกที่ได้แชมป์ยูโร 1968 โน่นเลย

ด้วยเหตุนี้ มันชินี จึงถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในฐานะผู้ก่อร่างสร้างทีมให้หวนคืนสู่บัลลังก์แชมป์ได้อีกครั้ง หากดูจากประสบการณ์ที่เคยผ่านโลกของเกมลูกหนังมาแบบโชกโชน